หูฟัง Bone Conduction คืออะไร? ทำไมคนยุคใหม่ถึงต้องลอง?
หูฟัง Bone Conduction หรือ หูฟังนำเสียงผ่านกระดูก เป็นนวัตกรรมที่ใช้ เทคโนโลยีการนำเสียงผ่านกระดูก แทนการส่งเสียงผ่านอากาศเหมือนหูฟังทั่วไป โดยเสียงจะถูกส่งผ่านกระดูกบริเวณโหนกแก้มไปยังหูชั้นในโดยตรง ช่วยให้คุณได้ยินเสียงโดยไม่ต้องใส่หูฟังเข้าไปในช่องหู
หลักการทำงานของหูฟัง Bone Conduction
1. ตัวแปลงสัญญาณเสียง (Transducer) จะสร้างการสั่นสะเทือน
2. การสั่นสะเทือนถูกส่งผ่านกระดูกโหนกแก้ม (Cheekbone)
3. สัญญาณเสียงเข้าสู่หูชั้นใน (Cochlea) โดยตรง
4. สมองแปลงสัญญาณเป็นเสียงที่คุณได้ยิน
หมายเหตุ: เนื่องจากเสียงไม่ผ่านช่องหูชั้นกลาง จึงช่วยลดความเสี่ยงจากปัญหาการได้ยินและให้คุณยังสามารถรับรู้เสียงรอบข้างได้
ข้อดีของหูฟัง Bone Conduction
️ 1. ปลอดภัยต่อการได้ยิน
ไม่ต้องใส่หูฟังเข้าไปในช่องหู ลดความเสี่ยงของ ภาวะสูญเสียการได้ยินจากเสียงดัง (Noise-Induced Hearing Loss - NIHL)
2. ได้ยินเสียงรอบข้างขณะใช้งาน
️ เหมาะสำหรับ นักวิ่ง ปั่นจักรยาน เดินทางบนถนน ที่ต้องการรับรู้สิ่งรอบข้าง เช่น เสียงรถ เสียงประกาศ
3. สวมใส่สบาย ไม่อึดอัด
เหมาะกับ ผู้ที่ไม่ชอบความอึดอัดของหูฟัง In-Ear หรือ Over-Ear
4. เหมาะสำหรับผู้ที่มีปัญหาการได้ยินบางประเภท
เช่น ผู้ที่มีปัญหาช่องหูแคบ ภาวะหูชั้นกลางอักเสบ หรือใช้เครื่องช่วยฟัง ก็สามารถใช้หูฟัง Bone Conduction ได้
ข้อเสียของหูฟัง Bone Conduction
1. คุณภาพเสียงไม่เทียบเท่าหูฟังปกติ
โดยเฉพาะเสียง เบส จะมีความทุ้มที่น้อยกว่าหูฟังแบบ In-Ear และ Over-Ear
2. อาจมีเสียงรั่วไหล
หากเปิดเสียงดังเกินไป เสียงอาจเล็ดรอดออกมา ทำให้คนรอบข้างได้ยิน
3. ราคาสูงกว่าหูฟังทั่วไป
หูฟัง Bone Conduction มักมีราคาสูงกว่าหูฟังทั่วไปในระดับเดียวกัน เนื่องจากเทคโนโลยีที่แตกต่าง
หูฟัง Bone Conduction เหมาะกับใคร?
️นักวิ่ง / นักปั่นจักรยาน: ได้ยินเสียงรอบข้าง เพิ่มความปลอดภัย
️คนที่ทำงานในพื้นที่เสียงดัง: ใช้คู่กับอุปกรณ์ป้องกันเสียงได้
ผู้ที่มีปัญหาการได้ยินบางประเภท: ใช้ฟังเสียงโดยไม่ต้องผ่านช่องหู
คนที่ไม่ชอบใส่หูฟัง In-Ear หรือ Over-Ear: สบายกว่า ไม่อุดหู
สรุป: หูฟัง Bone Conduction เป็นตัวเลือกที่ยอดเยี่ยมสำหรับคนที่ต้องการความปลอดภัย ได้ยินเสียงรอบข้าง และต้องการความสบายในการใช้งาน